ครบรอบ 1 ปี ก้าวสู่สัมมาอาชีวะ : พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์

ครบรอบ 1 ปี ก้าวสู่สัมมาอาชีวะ : พิเชษฐ์ บุญย์วิรุฬห์ (ภาคใต้)

หลังจากได้มาพบอาจารย์หมอเขียว ได้รู้จักกับแพทย์วิถีธรรม ได้ฟังธรรมและปฏิบัติธรรมมาตามลำดับ จึงได้เรียนรู้ว่าอาชีพที่เราทำยังเป็นมิจฉาอาชีวะอยู่ ยังมีส่วนที่ส่งเสริมให้คนมัวเมาหลงไหลไปกับการ “เล่น” ที่ไร้สาระอยู่ แต่ถึงแม้ว่าจะเริ่มเข้าใจแล้วก็ยังเลิกอาชีพนี้ไม่ได้ เพราะยังมีความจำเป็นต้องทำเพื่อเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัว

จนเมื่อเกิดสถานการณ์โควิดระบาด ธุรกิจหยุดชะงัก และในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ผมได้ตัดสินใจเลิกทำอาชีพเดิมและเริ่มทำอาชีพใหม่ที่ “สัมมา” มากขึ้น คือจากที่เคยขายสินค้าจำพวกของเล่น ก็เปลี่ยนมาขายข้าว ถั่ว ธัญพืช และของจำเป็นอื่น ๆ อีกเล็กน้อย จนถึงวันนี้ก็ดำเนินการมาได้ครบ ๑ ปีแล้ว

ตัวเลขผลประกอบการ ๑ ปีที่ผ่านมา จากการลงทุนในเดือนแรกประมาณ ๒ หมื่นกว่าบาท มียอดขายในแต่ละเดือนเพิ่มขึ้นทีละน้อย จนถึงสิ้นเดือนกันยายนตัวเลขยังคงขาดทุนอยู่เล็กน้อย แต่มีสินค้าในสต็อคที่หมุนเวียนอยู่ประมาณ ๑ – ๒ หมื่นบาท

ถ้าเอาตัวเลขนี้เทียบกับรายได้หรือกำไรที่ผมเคยทำได้สมัยที่ยังขายสินค้าที่ยังมอมเมาผู้คนอยู่ล่ะก็ ในโลกการค้าก็ต้องถือว่าถดถอยลงจากเดิมมาก หนึ่งปีที่ผ่านมา ถ้าคิดในแง่ตัวเงินผมแทบไม่ได้อะไรเพิ่มเลย ที่ยังอยู่ได้ก็ด้วยเงินเก่าที่พอมีเหลืออยู่บ้างเท่านั้น แต่มันก็ไม่ได้ลำบากลำบนอะไร เพราะเราสามารถกินน้อยใช้น้อยได้อย่างผาสุกแล้ว และยังได้ปลูกพืชผักไว้กินเองบ้าง แถมยังมีพี่น้องส่งพืชผักไร้สารพิษมาให้อยู่เสมอ ๆ ผมจึงไม่ได้กังวลใจเลยว่าจะอยู่รอดหรือไม่รอด

ถึงแม้ว่าผลประกอบการด้านตัวเลขจะไม่ได้มีกำรี้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่จากตัวเลขยอดขายในแต่ละเดือนก็ทำให้ผมรู้สึกสบายใจ เพราะมียอดขายเคลื่อนไหวสม่ำเสมออยู่ทุกเดือนมิได้ขาด มีการหมุนเวียนของสินค้าเข้าและออกอย่างสม่ำเสมอ และค่อย ๆ เติบโตขึ้นอย่างช้า ๆ ถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไปในปีที่สอง ผมมั่นใจว่าผลประกอบการจะดีขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้น ผมจึงไม่ห่วงเลยว่าอาชีพนี้จะไปรอดหรือไม่ ห่วงแต่ว่ามันจะรุ่งเรืองจนเกินไป ทำให้เป็นภาระแก่เรามากจนไม่มีเวลาทำงานบำเพ็ญร่วมกับหมู่มิตรดี

นอกจากผลทางด้านตัวเลขในบัญชีแล้ว ยังมีผลที่ได้ทางด้านจิตใจและปัญญาด้วย ซึ่งสำคัญยิ่งกว่าตัวเลขในบัญชีเสียอีก ในด้านจิตใจ ผมมีความรู้สึกโล่งใจ สบายใจขึ้นกว่าเดิมมาก เพราะไม่ต้องมีส่วนในการทำให้ผู้อื่นต้องเสียเวลามัวหลงใหลอยู่กับการ “เล่น” ที่ไร้สาระอีกแล้ว ปัญหาต่าง ๆ จากลูกค้าที่คาดหวังจะได้สินค้าและบริการอย่างนั้นอย่างนี้ ลดน้อยลงไปมาก หากเปรียบเทียบกลุ่มลูกค้าเก่ากับกลุ่มลูกค้าใหม่ ผมรู้สึกว่ากลุ่มลูกค้าใหม่นี้มีปัญหาน้อยมาก แม้บางครั้งจะเกิดความผิดพลาดในการบริการหรือจัดส่งสินค้าไปบ้าง ลูกค้าก็ไม่ค่อยได้เรียกร้องหรือตำหนิติติงอะไรมากนัก

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ผมสบายใจในการค้าขายแบบนี้ก็คือ การที่เราไม่ได้บวกกำไรมาก ๆ เท่ากับเราไม่ได้เบียดเบียนลูกค้าของเรามาก เราไม่ได้เอาเปรียบลูกค้าของเรามาก ยิ่งเราเอากำไรได้น้อยลงเท่าไหร่ ก็เท่ากับเราได้ “ให้” มากกว่า “เอา” เท่านั้น และรายได้ที่เราได้มาจากการขายสินค้า ก็มาจากการจ่ายของลูกค้าที่ให้เราด้วยความยินดี แถมบางทียังอยากจะจ่ายมากกว่าราคาที่เราขายเสียอีก

ทางด้านปัญญา ผมยิ่งเห็นชัดขึ้นว่า อาชีพที่เสียสละเป็นอาชีพที่มั่นคงและผาสุกที่สุดในโลก ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันทำงานฟรีให้แก่องค์กรแพทย์วิถีธรรม ซึ่งงานหลักคือการให้ความรู้แก่ผู้คนในการพึ่งตนและช่วยคนให้พ้นทุกข์ งานอาชีพค้าขายที่ผมทำอยู่ เป็นเพียงงานที่ทำเพื่อยังชีพเท่านั้น ผมก็ทำเท่าที่มันพอจะเลี้ยงชีพได้จริง ๆ ในเมื่อชีวิตเราสามารถที่จะอยู่ได้อย่างผาสุกด้วยการกินน้อยใช้น้อยแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดิ้นรนหาเงินมาเก็บมากองไว้กับตัวเองมาก ๆ เราจึงสามารถเอาเวลา เอาแรงงาน เอาความสามารถที่มีอยู่ไปทำประโยชน์ให้ผู้อื่นได้มาก

ถึงเวลานี้ ถ้าถามว่าเป้าหมายสุดท้ายของกิจการที่ผมทำอยู่นี้คืออะไร ผมอยากจะตอบว่า คือการ “ปิดกิจการ” แล้วเอาเวลาทั้งหมดของชีวิตที่เหลืออยู่ไปทำงานฟรี ทำงานเสียสละเพื่อผู้อื่นแต่อย่างเดียว แล้วปล่อยให้ผู้ที่ศรัทธาในสิ่งที่เราทำ เลี้ยงดูชีวิตเราไว้เพื่อทำประโยชน์แก่โลกต่อไป

หากจะสรุปผลการดำเนินงานทั้งหมดในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมา ผมประเมินว่าน่าพึงพอใจมาก รู้สึกว่าได้ตัดสินใจถูกแล้วที่เลิกจากอาชีพเดิมมาทำอาชีพใหม่ เป็นการเริ่มต้นก้าวสู่สัมมาอาชีวะที่มั่นคง ไม่หวั่นไหว และจะขอพากเพียรทำเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงวันที่ได้ “ปิดกิจการ” และทำแต่งานเสียสละเพียงอย่างเดียวจริง ๆ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *