สรุปใจ อปริหานิยธรรม งานกลุ่ม | ห้องเรียนสาระธรรม 640304

สรุปใจ อปริหานิยธรรม งานกลุ่ม : ห้องเรียนสาระธรรม 640304

ทางด่วนในการพลิกจากชีวิตขาลงให้เป็นขาขึ้น คือการตั้งอธิศีลให้สูงขึ้น ด้วยการไม่มอบตนในทางผิด ที่ชีวิตมันเสื่อมลงเพราะเราไปมอบตนในทางผิด อย่างเช่นเวลาที่เราสวดมนต์ท่านก็จะบอกว่า สงฆ์เป็นเนื้อนาบุญ แต่ถ้าเราไปมอบตนให้คนที่ไม่ใช่เนื้อนาบุญนี่ เราจะช้า แล้วลาภสักการะจะหายหมดไปเรื่อย ๆ เช่น ชื่อเสียง เงินทอง มิตรดี การเกื้อหนุน สิ่งดีดีทุกอย่างที่เข้ามาทางโลก แต่พอเราพลิกใจเห็นความจริง ทุกอย่างก็จะพลิกตามไปด้วย


บรรยากาศในห้องเรียนวันนี้ หลังจากที่พี่น้องต่างนำเสนองานและตรวจงานและวิจารณ์งานกันไปเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงช่วงของการสรุปใจแลกเปลี่ยนสภาวธรรม ซึ่งวันนี้พี่น้องแลกเปลี่ยนสภาวะกับการทานอาหารปั่นสุขภาพ หลาย ๆ ท่านบอกว่ารู้สึกดี กินแล้วสบาย และรู้สึกอร่อยชอบ แต่ก็มีพี่น้องบางท่านบอกว่ากินไม่ลง เหมือนอ้วกสุนัขเลย เหมือน อุจจาระ เห็นแล้วอยากจะอ้วก ทำใจไม่ได้ หรือถ้าจะกินได้ขอกินแบบมองไม่เห็นข้างใน เป็นต้น

ส่วนคุรุทั้งสอง ก็ได้แลกเปลี่ยนในหมวดของธรรมะ คำสอนของครูบาอาจารย์ เรื่อง เวลาเราทำดีได้ถูกที่ถูกเวลาฟ้าจะเปิด สิ่งดี ๆ จะเข้ามาให้บำเพ็ญพร้อม ๆ กัน ก็ต้องเลือกทำในสิ่งที่ได้กำไรโลกุตระเยอะไว้ก่อน (พลังในการล้างกิเลสและกุศล) หรือแม้แต่การจะวัดว่า ที่เราบำเพ็ญอยู่ ณ ตอนนั้นเหมาะกับเราหรือไม่ จะวัดจากอะไรได้บ้าง และวิธีที่จะพลิกเหตุการณ์จากชีวิตขาลงให้เป็นขาขึ้นได้ด้วยการอธิศีลโดยเลือกบำเพ็ญให้ถูกจุด และทุ่มโถมทำในจุดที่ได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่เต็มแรงในขีดที่ไม่วิวาทะ เป็นต้น

คุรุพุทธพรฟ้า : วรางคณา ไตรยสุทธิ์

เวลาเราทำความดีถูกที่ถูกเวลา (หุ้นจะขึ้น) ฟ้าจะเปิดจะมีสิ่งดี ๆ เข้ามา ให้เลือกบำเพ็ญพร้อมกันหลายอย่างหลายทาง ต้องรู้จักประมาณในการเลือกที่จะบำเพ็ญ ให้เลือกบำเพ็ญในสิ่งที่ได้กำไรเยอะ หมายถึงกำไรโลกุตระ คือพลังในการล้างกิเลส และกุศล

“ถ้าเก่งแต่งานนอกอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่า การงานนั้นจะเจริญรุ่งเรือง มันจะไปได้แค่ประมาณหนึ่งแล้วมันจะไม่ไปไม่มา” มันเป็นการงานทางโลกที่อยู่ในหมวดกุศลที่เราจะได้อาศัยประมาณหนึ่งเท่านั้น แต่เหตุปัจจัยที่สำคัญที่จะทำให้เจริญได้สูงสุด คือการได้บำเพ็ญทั้งงานใน และงานนอกไปด้วยกันกับหมู่มิตรดี คือทำกุศลไป (งานนอก) แล้วก็ลดกิเลสไป (งานใน) ถ้าไม่ได้เจริญในศีลงานมันเจริญไปได้ประมาณหนึ่งแล้วมันก็จะละลายหายไป มันก็เหมือนคนที่มีอาชีพร่ำรวยเงินทองแต่ผิดศีล ไม่ดีก็ล้มละลาย จากมหาเศรษฐีกลายเป็นคนจนคนไม่มีอาชีพ เป็นขอทานก็เป็นได้

คุรุดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

เวลาจะทำอะไรบำเพ็ญจุดไหน ให้ดูว่าลงทุนถูกหรือเปล่า บางทีเวลาเราทำอะไรที่มันไม่ดี มันจะมีขาลง หรือเราจะเห็นว่าบางสิ่งบางอย่างทำแล้วมันไม่มาไม่ไป มันจะเหมือนทะเลสาบ คือมันเรียบนิ่งชีวิตมันนิ่งมาก แสดงว่ามันห่วยแล้ว มันอาจจะไม่ได้แย่มาก แต่ว่าเราเป็นผู้แสวงหาความเจริญ มันก็ต้องมีทิศทางที่ดูแล้วมันต้องขึ้น เหมือนศีลเรา ศีลเราก็ต้องขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกัน (คุรุพุทธพรฟ้า เสริมว่า ไม่งั้นก็จะจมดิ่งลงทะเลสาบตายหายไปเลย)

แต่เหตุการณ์มันก็ประเมินยาก มันต้องประเมินค่ารวม เราต้องค่อย ๆ สรุปตามวิบากที่เราเห็นทีละหน่อย มันต้องเก็บข้อมูล จะสรุปทีเดียวไม่ได้ มันต้องมีมิตรดีคอยสรุปกันด้วยว่า ช่วงนี้ชีวิตขาลงแล้ว เช่นเงินก็หมดมิตรดีสิ่งดี ๆ ก็หาย แสดงว่าสิ่งที่เราทำที่เราบำเพ็ญอยู่มันไม่ถูกจุด

ปกติชีวิตมันจะมีมาไม่กี่ทาง ที่เป็นตัววัดว่าที่เราทำอยู่มันดีมันถูกจุดไหม ก็คือวัดจากสภาวธรรม ว่าเราเจริญขึ้นหรือเสื่อมลง วัดจากโลกธรรม ซึ่งในส่วนของสภาวธรรมเราวัดง่ายอยู่แล้ว เราจะรู้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว มันจะมีอีกมุมหนึ่งที่โลกเขาถือสา คือเขาโอเคหรือเปล่า มันต้องดูความฝืดฝืนอย่างที่อาจารย์หมอเขียวท่านว่า ว่ามันสัปปายะหรือว่ากลิมถะ ใจเราอาจจะไปได้แต่ว่าองค์ประกอบทางโลกมันจะไม่ค่อยไป แล้วจะเริ่มรู้สึกว่าไม่ไหวแล้วกับองค์ประกอบชีวิตแบบนี้

แต่พอเราเปลี่ยนจุดบำเพ็ญ เปลี่ยนองค์ประกอบของการบำเพ็ญ องค์ประกอบของโลกก็จะพลิกตามเหมือนกัน เช่นปกติทางบ้านทางครอบครัวไม่สนับสนุน ก็พลิกกลับมาสนับสนุนให้เราได้บำเพ็ญได้เต็มที่เลย เป็นต้น

ทางด่วนในการพลิกจากชีวิตขาลงให้เป็นขาขึ้น

คือการตั้งอธิศีลให้สูงขึ้น ด้วยการไม่มอบตนในทางผิด ที่ชีวิตมันเสื่อมลงเพราะเราไปมอบตนในทางผิด อย่างเช่นเวลาที่เราสวดมนต์ท่านก็จะบอกว่า สงฆ์เป็นเนื้อนาบุญ แต่ถ้าเราไปมอบตนให้คนที่ไม่ใช่เนื้อนาบุญนี่ เราจะช้า แล้วลาภสักการะจะหายหมดไปเรื่อย ๆ เช่น ชื่อเสียง เงินทอง มิตรดี การเกื้อหนุน สิ่งดีดีทุกอย่างที่เข้ามาทางโลก แต่พอเราพลิกใจเห็นความจริง ทุกอย่างก็จะพลิกตามไปด้วย

อาจารย์หมอเขียวท่านก็บอกเรื่องนี้เอาไว้ว่า ไม่ใช่ว่าทุกคนจะบำเพ็ญได้ทุกจุด มันจะมีจุดที่คน ๆ นั้นสามารถเจริญได้สูงสุด ให้เลือกเอา ท่านว่าแต่ละคนก็จะมีวิบากที่จะต้องไปทำอะไรบางอย่าง ถ้ามันไม่ใช่ฟ้าจะกั้น ท่านจะสังเกตอาการ เราเองก็ต้องสังเกตเหมือนกัน องค์ประกอบทางโลกมันไปได้หรือเปล่า ถ้าใจเราไม่ได้ติดอะไร มันเหลืออย่างเดียวคือองค์ประกอบทางโลกไปได้หรือเปล่าแค่นั้นเอง ซึ่งอันนี้จริง ๆ มันก็ประเมินยาก เพราะเราจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อเราตั้งศีลของเราถึงขั้นเต็มที่เหมือนกัน เท่าที่เราทำได้ แล้วเราก็ต้องลงแรงเต็มที่บำเพ็ญเต็มที่ ไม่อย่างนั้นมันจะไม่รู้

เมื่อเราทำเต็มที่ ทั้งศีลของเรา และเราก็บำเพ็ญเต็มที่ มันจะทำให้เริ่มรู้ ว่าเราควรจะบำเพ็ญจุดไหน เราควรจะทำดีแบบไหน ถ้าทำได้ก็คือให้ทำเต็มความสามารถเลย มีเวลาเท่าไหร่ก็ทำเต็มที่ตามองค์ประกอบที่เรามี “โดยเราต้องแยกกิเลส ว่าเราขี้เกียจบำเพ็ญไหม ขี้เกียจเอาภาระหรือเปล่า ให้ดูจิตเราให้ดี ถ้าเราทำเต็มที่ ในขีดที่ไม่ทะเลาะกัน มันจะเริ่มเห็นชัด ซึ่งองค์ประกอบของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน บางคนก็มีภาระทางบ้าน มีครอบครัวเป็น ก็บำเพ็ญไปตามองค์ประกอบของตัวเองให้เต็มที่ในขีดที่ไม่วิวาท”

สภาวธรรมที่ได้จากการเรียน : พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

เห็นความสนุกสนาน ของพี่น้องหมู่กลุ่ม มีการหยอกเหย้า พี่น้องมีความสนิทสนมกลมเกลียวกัน ตัวเองรู้สึกประทับใจพี่น้อง เรื่องการนำเอาภาพมาประกอบคำคม ที่เหมือน จะเป็นปัญหา แต่พอหมู่กลุ่มลงความเห็นว่าไม่เป็นปัญหา ภาพนั้นก็สามารถนำออกเผยแพร่ได้อย่างง่ายดาย พวกเราพร้อมรับพร้อมปรับพร้อมเปลี่ยนทุกสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา บางภาพพวกเราก็สามารถนำเอามาเป็นประเด็นในการพูดคุยเพื่อเพิ่มบรรยากาศ ในการเรียนให้มีความสนุกสนานครึกครึ้นมากยิ่งขึ้น ซึ่งตัวเองเห็นว่า ดี เป็นห้องเรียนที่ทุกท่านสามารถเข้ามาคุยกัน ผ่อนคลาย สบาย ๆ เรียนจบ ก็พากันไปทำการบ้านมาส่งของสัปดาห์ต่อไป รู้สึกว่าพี่น้องเราเริ่มจะชินกับบรรยากาศ ห้องเรียน สาระธรรมแล้ว วันไหนไม่ได้มาเจอกัน ก็เหมือนสัปดาห์นั้นขาดอะไรไปสักอย่างหนึ่ง

สภาวธรรม ห้องเรียนสาระธรรม : ปิ่น คำเพียงเพชร

งานนอก

สัปดาห์นี้เป็นวันแรกของการย้ายมาร่วมบำเพ็ญกับพี่น้อง กลุ่มปฐพี ซึ่งทำให้ได้เรียนรู้การทำงานกลุ่มของพี่น้องปฐพีว่าท่านมีกระบวนการทำงานกันแบบไหน ซึ่งเรารู้สึกประทับใจและได้ประโยชน์ด้วย เพราะลำพังเวลาเราคิดงานคนเดียวเราก็จะคิดแบบง่าย ๆ งานที่ออกมาก็งั้น ๆ แต่พอมาร่วมกับพี่น้องปฐพี ท่านก็จะมีไอเดียนู่นนี่นั่นเสนอแนะเข้ามา ทำให้งานเกิดการพัฒนาได้มากขึ้น ทำให้เราต้องขวนขวายในการหาความรู้มากขึ้น พี่น้องในกลุ่มต่างก็มีส่วนร่วมในการบำเพ็ญ ทำให้องค์ประกอบของงานหมู่มันสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

งานนอกส่งผลกับงานใน

วันนี้รู้สึกถึงเหมือนพี่น้องปฐพีรับน้อง จัดโจทย์ให้เราได้เรียนรู้ และได้ขวนขวายในการพยายามหาเทคนิคนู่นนี่นั่นเพิ่ม รู้สึกว่า เอ้อดีนะมันเป็นการกระตุ้นให้เราเอาใจใส่งานมากขึ้น มันทำให้เกิดการขัดเกลาทั้งงานและจิตใจเราไปด้วย เพราะกว่าจะผ่านได้ก็ไม่ง่ายดีสำหรับเรา รู้สึกได้พัฒนาทั้งงานนอกและงานในดี

งานในกับสาระธรรมที่ได้จากพี่น้องและคุรุแลกเปลี่ยน

วันนี้ทำให้ได้เห็นและเข้าใจชัดยิ่งขึ้นว่า ถ้าเรามีความยึดมั่นถือมั่นมีอุปทานในอะไรกับสิ่งไหน เราก็จะเกิดความชอบหรือชังในสิ่งนั้นไปด้วย อย่างเช่นที่พี่น้องแลกเปลี่ยนสภาวะจากการกินอาหารปั่นกันวันนี้ บางท่านก็จะรู้สึกเฉย ๆ กินได้โดยไม่ชอบไม่ชัง บางท่านบอกกินดีอร่อยไม่รู้สึกว่ากินยากอะไร แต่บางท่านก็จะรู้สึกว่า กินไม่ลง ไม่กล้ากิน เพราะเห็นแล้วรู้สึกเหมือนอ๊วกสุนัขเหมือนอุจจาระ ฯ แต่สรุปแต่ละท่านก็ตั้งใจจะพากเพียรลองฝึกฝนกินตามครูบาอาจารย์

วันนี้ได้เข้าใจธรรมะที่คุรุขยายว่า

เวลาเราทำดีได้ถูกที่ถูกเวลา หุ้นจะขึ้น จะมีโอกาสและสิ่งดีดีเข้ามาให้บำเพ็ญหลายหน้าหลายอย่าง แต่เราก็ต้องรู้จักประมาณ และเลือกบำเพ็ญในสิ่งที่มีกำไรโลกุตระสูงสุดไว้ก่อน คือทำแล้วได้พลังในการล้างกิเลสและเกิดกุศล

หัวใจสำคัญของการบำเพ็ญที่ทำให้เกิดประโยชน์ตนประโยชน์ท่านได้สูงสุดคือ บำเพ็ญกับหมู่มิตรดีที่มีกระบวนการการขัดเกลากันและกัน ที่ทำให้เจริญไปพร้อมกันทั้งงานนอกและงานใน การเก่งแต่งานนอกโดยไม่ได้ลดกิเลสไม่เจริญ พอไปถึงจุดหนึ่งจะไม่ไปไม่มา การลุยเดี่ยวเพื่อทำงาน ลาหมู่เพื่อไปทำงานนอกนี่ไม่คุ้ม สุดท้ายจะไปต่อไม่ได้ จะทุกข์

เวลาเราทำความดีหรือบำเพ็ญไม่ถูกจุดไม่ถูกที่ ไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถที่มีอย่างเต็มที่ องค์ประกอบของชีวิตจะดิ่งลง มิตรดี สิ่งดีดีที่เข้ามาในชีวิต สิ่งเกื้อหนุน ลาภ ยศสรรเสริญต่าง ๆ จะหายไป แต่เมื่อพลิกจิตได้ เห็นและรู้ความจริงตามความเป็นจริง หันกลับมาทำสิ่งที่ดีที่เหมาะกับเรา โดยที่ไม่เป็นการมอบตนในทางที่ผิด ที่เราสามารถใช้ความรู้ความสามารถที่มีได้อย่างเต็มที่ องค์ประกอบทุกอย่างในชีวิตก็จะพลิกตามไปด้วย

อปริหานิยธรรม ห้องเรียนสาระธรรมกิจกรรมตรวจงานภาพประกอบ “คำคมเพชรจากใจเพชร” 4 มีนาคม 2564

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *