สภาวธรรมการจัดการเรียน กายวิภาคศาสตร์ : กานดา ศักดิ์ศรชัย

สภาวธรรมการจัดการเรียน กายวิภาคศาสตร์ : กานดา ศักดิ์ศรชัย

ชื่อทางธรรม เย็นพรพุทธ อายุ 72 ปี สังกัดสวนป่านาบุญ 8 จ.อุตรดิตถ์

บันทึกวันที่ 9 พฤษภาคม 2564  สภาวธรรมจากการจัดการเรียนหัวข้อกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา สำหรับนักศึกษาวิทยาลัยชุมชนมุกดาหารหลักสูตรประกาศนียบัตรการดูแลสุขภาพวิถีธรรมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงปีการศึกษา 2564
การจัดการสอนครั้งนี้มีความต่างจากครั้งแรกคือ ผู้ร่วมสอนและวิธีการสอน ต้องทำผ่านระบบซูมเนื่องจากภาวะวิกฤตโควิด ผู้ร่วมสอน อยู่กันคนละที่ มีความไม่คล่องตัวที่จะหารือกันในการจัดหลักสูตรและการทำสื่อ ในเทอมนี้จึงได้รับมอบหมายหน้าที่สอนและเตรียมเนื้อหาไปคนเดียวก่อน

เมื่อได้รับมอบหมายภาระชัดเจน จึงมาวางกรอบเนื้อหาและวิธีการสอน การจัดทำสื่อเป็น PowerPoint ซึ่งยังทำเองไม่ได้ โชคดีที่มีผู้มีฝีมือในการจัดทำให้ การสอนครั้งที่ 1 จึงผ่านพ้นไปด้วยดี
วิชานี้ยังจบไม่ลงเนื่องจากมีความเห็นว่าเนื้อหายังน้อยเกินไปสำหรับหลักสูตร จึงได้เพิ่มเติมเวลาเรียนและเนื้อหาที่เหมาะสมกับหลักสูตรประกาศนียบัตร
ในครั้งที่ 2 เป็นต้นไป จะเป็นเนื้อหาและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ต่อเนื่องจากการเรียนครั้งที่ 1 โดยจัดการเรียนสัปดาห์เว้นสัปดาห์เพื่อให้มีเวลาเตรียม ครั้งล่าสุดเป็นครั้งที่ 4

ในครั้งที่ 1 เป็นครั้งที่ใช้เวลาในการเตรียมตัวมาก ทำให้เสร็จจวนเจียนกับวันเวลาที่จะสอน ก่อนสอนและในการเตรียมรวมทั้งตลอดช่วงเวลาที่ทำการสอนก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีสภาวะอะไรที่ทำให้มีความชอบความชังใด ๆ เมื่อถึงช่วงการเฉลยคำตอบบททดสอบ มีคำถาม ของนักศึกษาเรื่องการเฉลยคำตอบที่ไม่ตรงกับความเข้าใจของนักศึกษา เมื่อได้อธิบายไปแล้วก็รู้สึกว่าไม่น่าจะมีปัญหา คือใจเรา ไม่อยากให้เขาเห็นเป็นปัญหา อยากให้เขายอมรับตามที่ได้อธิบาย มาทราบต่ออีกว่า นักศึกษาได้นำคำถามไปเรียนถามอาจารย์เพิ่มเติมอีก ทำให้รู้สึกว่าแค่นี้ก็ไม่จบจะเอาอะไรกันนักหนา แต่ก็ไม่ได้นำมาเป็นประเด็นไปอภิปรายเพิ่ม รวมทั้งไม่ได้นำเอาความรู้สึกนี้ออกไป
มาถึงการเรียนครั้งที่ 2 การเตรียมตัวก็ยังถือว่าจวนเจียน แม้จะทำการสอนสัปดาห์เว้นสัปดาห์ เนื่องจาก ต้องมีการแก้ไข โดยใช้ ผ่านระบบไลน์กว่าจะโต้ตอบและแก้ไขลงตัวจึงใช้เวลาค่อนข้างมาก การเตรียมเสร็จแค่ทันใช้สอน เมื่อสอนเสร็จ มีความเห็นจากนักศึกษา อยากให้นำข้อมูลการสอนเผยแพร่ก่อน ให้นักศึกษาได้เตรียมตัวศึกษาล่วงหน้า จะช่วยให้ทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น แม้จะดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ใจเราก็รู้สึก ว่าไม่ธรรมดา แล้วก็ปล่อยผ่านไปอีก

เมื่อถึงการเตรียมการเรียนครั้งที่ 3 ความรู้สึก เบิกบาน ในการเตรียม ดูจะน้อยลง มีความง่วงเหงาหาวนอน จนทำให้เป็นอุปสรรคที่จะเตรียมการเรียนการสอน ให้ได้ดีอย่างที่ต้องการ จึงหาทางแก้ไข โดยเอาพลังความยินดีจากการได้สมใจได้กินของชอบ มาเป็นพลัง การเรียนการสอนก็เกิดขึ้นได้เป็นปกติ ในครั้งนี้ก็มีเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เข้ามาเป็นผัสสะที่ทำให้ไม่ชอบอีกคือ หลังการเรียนมีการทำข้อสอบ ทุกครั้งที่ผ่านมาจะทำการเฉลยข้อสอบกันเลย เพื่อให้นักศึกษา ได้เข้าใจและจำได้ดี แต่ครั้งนี้มีข้อเสนอ 2 อย่างคือเสนอให้ปรับระบบทำการทดสอบ เป็นระบบ Google form การเฉลยข้อสอบนั้นขอให้ระงับไว้ก่อน เพื่อรอให้พี่น้องที่ไม่ได้เข้าเรียนได้มีโอกาสทำแบบทดสอบร่วมด้วย ทั้งสองเหตุผล ก็ล้วนเป็นผัสสะที่เกิด และก็ไม่ได้นำเอามาแก้ไข กลับปล่อยให้นอนเนื่องกบดานอยู่ โดยไม่รู้ถึงผลที่จะตามมา

คือระหว่างการเตรียมการสอนครั้งที่ 4 มีความรู้สึกถึงการเตรียมด้วยหน้าที่ การสอนด้วยเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ โดยใจไม่ได้พลอยยินดีไปด้วย แม้จะคิดถึงการเพิ่มพลังด้วยการ หาความยินดีพอใจ จากการเสพกามอย่างเช่นครั้งก่อนก็ไม่รู้สึกอยาก และก็ไม่ได้ใช้วิธีนั้น แต่ด้วยยังมีกุศลช่วย ทำให้ผิดสังเกตในใจที่ความเบิกบานหายไป จึงนำเอาความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาทบทวน ความรู้สึกแบบนี้ไม่ใช่ความรู้สึกของพุทธะ จะต้องมีกิเลสอยู่ที่เราจะต้องค้นหาให้พบเพื่อเอามาแก้ไข ยิ่งถามตัวเองว่าอยากได้อะไรแล้วไม่ได้อย่างใจชอบใจอยาก จึงทำให้เกิดความยินดีไม่ได้ เมื่อทบทวนหลาย ๆ ครั้ง จึงเริ่มเห็นว่าในการเรียนการสอนแต่ละครั้งที่ผ่านมา เกิดผัสสะที่ไม่สมใจชอบ ไม่ได้ล้างทุกครั้ง แต่ละครั้งก็เป็นคนละรูปแบบ แต่ก็คือไม่สมชอบ และนี่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดพลังตก ความไม่ชอบที่เกิดทุกครั้ง ที่ไม่เป็นอย่างที่ยึดมั่นถือมั่น แม้เล็กแม้น้อย เมื่อจับตัวได้แล้ว การปล่อยผ่านไปจะทำให้ ปัญหาจากเล็กรวมพลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ การได้พบผัสสะแต่ละครั้ง แม้จะเหมือนไม่ได้สร้างปัญหาใด ๆ นั้นก็เพราะใจเรายังไม่ละเอียดพอที่จะจับปัญหา เห็นความสำคัญของปัญหาว่ากิเลสแม้น้อยก็เหม็นมากด้วยสภาวะ จึงได้ปล่อยไว้จนโตจึงจะรับรู้ได้ชัดเจนโชคดีที่ยังมีกุศลช่วยให้มีปัญญาพอมองเห็นสาเหตุได้

บทเรียนครั้งนี้สอนให้รู้ว่ากิเลสกินพลังได้จริง เมื่อใดอ่อนล้าโดยหาสาเหตุไม่ได้ โรคกิเลสเข้าครอบงำเป็นเรื่องแรกที่ต้องนำมาตรวจสอบโดยเร็ว
นอกจากนั้นยังได้เรียนรู้อีกว่า อันอัตตาเรานั้นช่างไม่ธรรมดาเอาเสียเลย เห็นอะไร ได้ยินอะไร ก็จะไม่ถูกใจไปได้เกือบทุกอย่าง แม้จะได้ฝึกฝนลด ละ เลิก ล้างกิเลสมาตั้งแต่รู้จักกับแพทย์วิถีธรรม ก็ยังมีอยู่แบบลดน้อยลง และไม่เป็นทุกข์ สิ่งที่ทำได้แน่นอนคือ จะตั้งใจพากเพียรต่อไปเต็มกำลังและฐานะของตนที่มีอยู่ ได้เท่านี้ก็ดีมากแล้ว
ขอขอบคุณโอกาสที่ได้รับใช้ในภาระกิจนี้จากอาจารย์และหมู่กลุ่ม ขอขอบคุณกุศลที่สร้างไว้มาช่วยให้ มีปัญญาพอจะเห็นกิเลสได้ในที่สุด นับได้ว่าเป็นความเจริญที่เกิดจากการทำงานร่วมกับหมู่มิตรดีนั่นเอง ขอโอกาสฝากไว้ด้วยบททบทวนธรรม ข้อที่ 68 “ไม่คบไม่เคารพมิตรดี ไม่มีทางพ้นทุกข์ ” สาธุค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *