ทุกชีวิตโง่กันมาทั้งนั้น : พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

ทุกชีวิตโง่กันมาทั้งนั้น : พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

เราสั่งสมความดีมาเราก็ได้ความดีนั้นตอบแทน แต่ถ้าเราสั่งสมความไม่ดีมา ความไม่ดีนั้นก็มาส่งผลให้ได้รับสิ่งนั้น มันก็สมควรแล้ว ไม่ต้องแปลกใจอะไร หน้าที่ของเราคือทำดีให้มาก ๆ ลดกิเลสให้มาก ๆ แล้วเราก็จะได้สิ่งดี ๆ เหมือนกับคนอื่นเอง


กิเลสที่ไปเปรียบเทียบกับคนอื่น จะแก้ไขอย่างไร ?

ตัวกิเลสที่ชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ท่านอาจารย์หมอเขียว กล่าวไว้ว่ามีอยู่ 3 แบบ ดังนี้

  1. คิดว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่น
  2. คิดว่าตัวเองเสมอกับคนอื่น
  3. คิดว่าตัวเองมีมากกว่าคนอื่น

สำหรับตัวเองคิดว่า การที่เราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นมีข้อดีและข้อเสียด้วยกันทั้งคู่ คือข้อดี จะทำให้เรามีการพัฒนาตัวเองให้ดีเหมือนท่านเหล่านั้น เพื่อเพิ่มศักยภาพ และประสิทธิภาพของตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม ส่วนข้อเสีย คือ ถ้าท่านนั้นไม่เข้าใจเรื่องวิบากกรรม และไม่เชื่อว่าคนแต่ละคนมีชีวิตและความเป็นมาที่แตกต่างแล้ว ก็อาจจะทำให้ไม่สามารถแก้ไขให้ปัญหาที่ตัวเองมีอยู่ให้เบาบางลงได้

ท่านอาจารย์ยังได้อธิบายเพิ่มอีกว่า

  • ถ้าเราคิดว่าเราด้อยกว่าท่านนั้น ให้เราศรัทธาท่านนั้นไปเลย
  • ถ้าเราคิดว่าเราก็มีค่าเท่ากับท่านนั้น ก็ให้เราศรัทธา เคารพในความดีของท่าน ในส่วนที่เขาพร่องก็ให้เมตตาอุเบกขา
  • ถ้ากรณีที่เราคิดว่าเราสูงกว่า ดีกว่า ก็ให้เราเมตตาและอุเบกขา ปรารถนาให้ท่านทำดี คิดดี ได้ เร็ว ๆ ช่วยเหลือ แล้วปล่อยวาง เท่านี้ก็ไม่มีบาป ไม่มีทุกข์อะไรเราก็จะได้บุญกุศล

สำหรับตัวเองแต่ก่อนก็เคยไปเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่บ่อย ๆ เช่น เห็นเขามีการงานที่ดี มีบ้านสวย  มีเสื้อผ้าที่ทันสมัย หรือเห็นเขามีมารยาทที่เรียบร้อย ก็อยากเป็น อยากได้อย่างคนอื่นบ้าง ซึ่งสมัยนั้นยังล้างกิเลสไม่เป็น ก็ไม่รู้ว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร แต่ที่โชคดีคือส่วนใหญ่ตัวเองก็จะไปเลียนแบบท่านที่ทำดีมากกว่า ไปเลียนแบบท่านที่ปฏิบัติตัวดีมา เช่น ความมีสัมมาคารวะ การชอบไปวัดทำบุญตักบาตร และการไม่พูดคำหยาบ

ส่วนที่จะไปเปรียบเทียบว่าเราเด่น หรือ เสมอกับคนอื่นนั้นก็พอมีบ้างแต่ก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมา หรือ ไม่แสดงทีท่าว่าโอ้อวดอะไร เพราะแม่สอนมาว่า ไม่ให้เป็นคนโอ้อวด ไม่ยกตนข่มท่าน มาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กแล้ว เลยได้สิ่งนี้ติดตัวมา

ท่านอาจารย์ยังบอกอีกว่า ทุกชีวิตโง่กันมาทั้งนั้นแหละที่ได้เกิดมา โง่ตั้งแต่เป็นสัตว์เซลล์เดียวเลย ถูกกิเลสครอบงำ พอ ๆ กัน ทุกคนก็ทุกข์เหมือนกัน เพราะไม่มีพลังพุทธะคุ้มครอง ชั่วทันที ทุกข์ทันทีเลย คนทั่ว ๆ ไปจึงพากันพูดว่า ชั่วกัปชั่วกัลป์ คนเราพอทำดีได้องค์ประกอบดี ๆ ก็ไปทำชั่ว พอทำชั่วแล้วทุกข์แสนสาหัสก็กลับมาทำดี มันก็มีเท่านี้ คนที่ทำดีไม่มากพอจะไม่มีทางที่จะได้เจอพุทธะ แต่พอได้เจอแล้วก็จะปฏิบัติจนทำให้ตัวเองพ้นทุกข์ได้ น่าสงสารชีวิตแต่ละชีวิตที่เกิดมา

พอกลับมาทบทวนดูก็ใช่เหมือนที่ท่านอาจารย์ว่าจริง ๆ ว่าเกิดมาเป็นคนมันก็ทุกข์ตั้งแต่อยู่ในท้องของแม่แล้ว ออกจากท้องแม่มาก็ทุกข์ต่อ ก็ไม่รู้ว่าเราจะทำทุกข์เพิ่มให้กับตัวเองอีกทำไม ทุกข์เท่านี้ยังไม่พออีกเหรอ อย่างกรณีของท่านที่ถามคำถาม ตัวเองก็ขอเป็นกำลังใจให้นะคะว่า อย่าไปสร้างทุกข์เพิ่มให้กับตัวเองอีกเลย สู้เรามามีความเมตตาให้กับตัวเราและมนุษยชาติจะดีกว่า เพราะสุดท้ายแล้วชีวิตก็ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไร เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้น่ะค่ะ

ตัวเองเชื่อว่าวิบากรรมกรรมมีจริง แต่ก่อนที่จะได้มาเจอท่านอาจารย์หมอเขียวและ แพทย์วิถีธรรมก็เชื่อในลักษณะที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว คือยังไม่ลึกซึ้งเหมือนทุกวันนี้ ท่านอาจารย์หมอเขียวกล่าว่า เราหรือผู้นั้น ได้สิ่งดี หรือสิ่งไม่ดีมา ก็เพราะท่านนั้นทำมาทั้งนั้น 

ฉะนั้น เราจึงไม่ต้องนำชีวิตของตัวเราเอง ไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเลย เพราะท่านทำมาอย่างนั้นท่านจึงได้รับผลอย่างนั้น สู้เรามาทำความดี สานพลังอยู่กับหมู่มิตรดี สะสมวิบากดีไปเรื่อย ๆ แล้ว เราก็จะได้พบสิ่งดี ตลอดกาล ดั่งท่านอาจารย์หมอเขียวได้กล่าวมา ทุกวันนี้ก่อนจะทำอะไรลงไป จะพยายามมีสติ ไม่ไปคิดในสิ่งที่จะมาบั่นทอน ทำให้สุขภาพ ใจ และกายของตัวเองขุ่นมัว และเศร้าหมอง อย่างจะไปคิดเปรียบเทียบกับคนอื่นไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี หรือไม่ดี ในส่วนนี้ไม่มีแล้ว คิดว่าวิบากกรรมของใครก็ของคนท่านนั้น ท่านทำมาท่านก็ควรจะได้สิ่งนั้นเป็น ของขวัญหรือ รางวัลชีวิตท่าน ก็เท่านั้นเอง กิเลสและทุกข์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่มีแล้ว ค่ะ สาธุ

Leave a Reply

Your email address will not be published.