เส้นทางอาชีพจากมิจฉาสู่สัมมา : สนทยา กันทะมูล

เส้นทางอาชีพจากมิจฉาสู่สัมมา : สนทยา กันทะมูล (มั่นศีลขวัญ)

ภาคเหนือ (สวนป่านาบุญ 8)


ตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะไปสมัครงานอะไร เพราะรู้สึกว่าแต่ละอาชีพที่สายงานที่เรียนมา ( วิชาเอกสถิติ วิชาโทบริหารธุรกิจ) จะไปทำงานอะไรล้วนแต่มีความไม่ซื่อสัตย์ต่อตัวเองและผู้อื่น เช่น บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ธนาคาร ค้าขาย หรือแม้แต่ข้าราชการ จึงไม่ได้ตั้งใจจะไปสมัครงานหรือหาอาชีพอะไรที่ชัดเจน แต่ด้วยมีผู้ใหญ่เอ็นดูจึงได้ไปทำงานแผนก R and D ในโรงงานผลไม้กระป๋อง ต่อมาไปเป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ และเริ่มจะสร้างครอบครัว เริ่มเข้าสู่วงการธุรกิจขายตรง และการทำธุรกิจส่วนตัว ที่ต้องใช้เงินจากการรวบรวมจากญาติมิตร เปิดบริษัทผลิตและจำหน่ายลำโพง แต่ก็ไม่เป็นไปตามที่หวัง ถูกโกง เป็นหนี้ ต้องทำงานใช้หนี้หลายปี รู้สึกถึงการได้รับความทุกข์ทรมานทางกาย ทางใจ จากสภาพเศรษฐกิจ ทนทำงานใช้หนี้ จนเกิดอาการเจ็บป่วยทางกายที่รุนแรงในปีพ.ศ 2556 ต้องหยุดทำงานนานถึง 8 เดือน

ระหว่างนั้นก็ได้มีเวลาอยู่กับตัวเองได้ทบทวนสิ่งที่ได้ ผ่านมาในชีวิต ประกอบกับ ช่วงที่ได้รับทุกข์ทรมานจาก หน้าที่การงาน ได้เริ่มปฏิบัติตามแนวทางของคนอโศกและแพทย์วิถีธรรมคิดมาตลอดว่า งาน ที่ทำ มีส่วนเสริมให้คนเพิ่มกิเลส โลภ โกรธ หลง มากขึ้น

เคยพูดชวนให้พ่อบ้านเลิกทำ เขาก็ถามกลับว่าแล้วจะไปทำอะไรคิดแบบเธอชีวิตก็ไม่ต้องทำอะไรแล้วคนอื่นเขาทำกันเยอะแยะไม่เคยเห็นมีใครคิดแบบนี้เลย

สิ่งที่เคยทำ เช่นจ่ายเงินค่าคอมมิชชั่นให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานเพื่อให้เราได้รับงานประมูล ขายของลอกเลียนแบบจนถูกตำรวจจับถูกดำเนินคดี

ผลิตเสื้อผ้าตามแฟชั่นที่ลูกค้าสั่ง หวังเงินทองมากกว่าประโยชน์ที่แท้จริงของเสื้อผ้า บรรยากาศการทำงาน มีแต่ความตึงเครียด เร่งรีบ เร่งร้อน

เช่น ลูกค้าชาวต่างชาติมาสั่งทำเสื้อผ้า หลายพันชิ้น ต้องส่งเข้าภายใน 2 เดือน แต่คนตัดเย็บมัักจะทำไม่ทัน แม้รับปากว่าทำทัน แต่มักจะบอกเมื่อใกล้ถึงเวลาส่งงานว่างานไม่เสร็จ จึงต้องมีความตึงเครียด เร่งรัดให้ทำให้เสร็จทันเวลา บ่อยๆ หลังจากส่งของลูกค้าแล้วบ่อยครั้งมักจะมีความหดหู่ ซึม หมดแรง ถ้าได้ ถอนหญ้า ปลูกผัก จะมีความรู้สึกว่ามีแรงเพิ่มขึ้น พลังสดชื่นจะกลับมา เมื่อจำความรู้สึกแบบนั้นได้ จึงใฝ่หาที่ดินเพื่อที่จะทำการปลูกผักกินเอง หรือใช้เป็นที่ผ่อนคลายเมื่อทำงานมาเครียดเครียด

ได้จังหวะมีเงินจากพ่อแม่แบ่งให้ในปีพศ 2555 จึงได้เริ่ม ทำการปลูกผักสวนครัวกินเอง ช่วง 5 ปีแรกทางบ้านไม่มีใครเห็นด้วยเลย แต่ก็ไม่มีใครคัดค้าน หลังจากนั้นพืชผักเริ่มออกใบออกผลให้ได้รับประทาน และได้ย้ายบ้านเช่ามาอยู่ใกล้กับสวนจึงมีเวลาปลูกผักมากขึ้น ทางบ้านเริ่มเห็นด้วย จนถึงปัจจุบัน ส่วนเรื่องค้าขายหลังจากได้ หายป่วยแล้วกลับมา ขายของกลางปี 2557 จึงได้ปรับเปลี่ยนการทำงานหารายได้ ตัดขาดสิ่งที่เคยทำเพราะเชื่อว่าสิ่งที่ทำมาล้วนแต่ทำให้เกิดผลด้านลบต่อชีวิตที่เป็นทุกข์จนเกินทน เลือกขายเสื้อผ้าแบบที่มิดชิดไม่ล่อแหลม ถ้าต้องย้อมสีที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมก็จะเป็นพิษน้อยที่สุดจะเน้นขายเสื้อผ้าสีธรรมชาติไม่ย้อมสี ในช่วงแรกขายแทบไม่ได้เลย แต่ก็ไม่ท้อ ได้เริ่มร่วมบำเพ็ญกับพี่น้องในการทำค่ายสุขภาพเริ่มบำเพ็ญกับหมู่กลุ่มใหญ่แพทย์วิถีธรรมในปลายปี 2557

ชีวิตเข้าหาพุทธะมากขึ้น หมั่นเข้าหาหมู่มิตรดี ฟังธรรมอาจารย์หมอเขียว ร่วมบำเพ็ญกับหมู่กลุ่มทำเสื้อให้กองบุญโดยไม่คิดค่าแรงตั้งแต่ต้นปี 2559 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ได้ปรับการค้าขายให้เข้าใกล้หลักพาณิชย์บุญนิยมมากขึ้น แม้จะได้เงิน น้อยกว่าเมื่อตอนทำงานเป็นบ้าเป็นหลังมาก แต่ก็มีความสุขกายสบายใจทั้งตัวเราและคนรอบข้าง รวมถึง ผู้ร่วมงานด้วยเป็น ความสุขใจสบายใจที่เงินซื้อหาไม่ได้

1 thought on “เส้นทางอาชีพจากมิจฉาสู่สัมมา : สนทยา กันทะมูล”

Leave a Reply

Your email address will not be published.