วิบากกรรมเรา : พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

วิบากกรรมเรา : พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

เดือนพฤษภาคม 2564 เป็นเดือนที่มีเหตุการณ์สำคัญ เกิดขึ้นกับตัวผู้เขียน 2 เหตุการณ์ ทั้ง 2 เหตุการณ์เกิดในเวลาที่ใกล้เคียงกัน ถือเป็นวิบากกรรมที่รับได้ ดีใจที่ท่านแบ่งมาให้รับเพียงเล็กน้อย และยินดีที่จะรับ จะได้หมดไปค่ะ


เหตุการณ์ที่ 1 เมื่อต้นเดือนผู้เขียนนำรถเข้าไปเช็คสภาพเหมือนที่เคยทำมาเป็นประจำ เข้าไปในร้านเจ้าของอู่ก็มีอัธยาศัยดี ให้คำแนะนำดี ถึงแม้ว่าจะคุยกันไม่กี่ประโยคแต่ท่านก็เข้าใจกับสิ่งที่ผู้เขียนต้องการ ผ่านไป 1 วัน ได้รับโทรศัพท์จากเจ้าของอู่ว่ารถของข้าพเจ้าหมดสภาพ ไม่สามารถขับต่อไปได้ จะซ่อมอะไหล่ก็แพงไม่คุ้มกับการซ่อม เพราะรถยนต์ก็เกือบ 1 7 ปีแล้ว ไม่ค่อยเชื่อหูตัวเองกับสิ่งที่เจ้าของอู่พูด ต้องถามท่านซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ท่านก็ยืนยันคำพูดเดิม แต่ผู้เขียนก็ยังไม่เชื่อหูตัวเองอีก บ่ายวันเดียวกันก็ไปที่อู่กะว่าจะไปขับรถกลับมาบ้าน พอเจ้าของอู่เห็นข้าพเจ้าก็ถามว่า คุณมาทำอะไรเหรอครับ อ่อ มาขับรถกลับบ้านค่ะ ผู้เขียนกล่าว ท่านเลยบอกว่า ก็ผมบอกคุณแล้วว่ารถยนต์คุณไม่สามารถขับได้เพราะเครื่องอะไหล่พัง และจะเป็นอันตรายหากคุณขับขึ้นบนท้องถนน คุยไปคุยมา ผู้เขียนก็เริ่มเข้าใจสิ่งที่เจ้าของอู่ซ่อมรถได้อธิบายให้ฟัง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างที่รถยนต์ของข้าพเจ้าพัง มีเหตุการณที่ 2 คือคุณแม่ของสามีซึ่งอายุ 83 ปี หกล้ม ท่านโทรมาแต่เช้าตรู่ว่า “เมื่อวานตอนเย็น แม่ล้มลูกเหมือนขาแม่จะหัก เมื่อคืนนอนไม่ได้ ปวดทั้งคืนอยากจะไปโรงพยาบาลเพราะจะได้ให้หมอเอกซเรย์กระดูกที่ขาให้ด้วย” ได้ยินเสียงของท่านผ่านทางโทรศัพท์รู้สึกตกใจ เห็นอาการใจเต้นไม่เป็นจังหวะ แต่ก็พยายามตั้งสติและถามท่านไปว่า “ตอนนี้แม่เป็นอย่างไร ลุก เดิน ได้ไหม ?” ได้ แต่ลำบากนะลูกเพราะมันเจ็บที่ขาเหลือเกิน แม่กล่าว “เดี๋ยวลูกจะออกไปหาตอนนี้เลยนะจ๊ะ” ผู้เขียนกล่าว ระยะทางจากบ้านไปบ้านของแม่ย่าหากขับรถยนต์จะใช้เวลาเพียง 5 นาที แต่เวลานี้ไม่มีรถยนต์ต้องปั่นจักรยานซึ่งต้องใช้เวลา ประมาณ 20 นาที พอไปถึงเห็นท่านนอนอยู่บนโซฟา เพราะเมื่อคืนท่านไม่ได้เข้าไปนอนที่เตียงนอน ท่านนอนที่ห้องรับแขกตั้งแต่เมื่อคืน เพราะเดินไม่ไหว

คุณแม่สามี / แม่อยากจะไปโรงพยาบาลเพื่อให้หมอเอกซเรย์ตรงขาให้นะลูก แม่ควรจะไปโรงพยาบาลไหนดี

ผู้เขียน / โรงพยาบาลไหนก็ดีเหมือนกับหมดเลยจ้ะแม่ แต่ช่วงนี้โรคระบาด covid-19 ระบาดหนัก หากแม่เข้าโรงพยาบาล ลูกจะไม่สามารถไปเยี่ยมแม่ได้นะจ๊ะ แม่จะต้องอยู่คนเดียว จนกว่าแม่จะหาย (หรือตายก็ตายคนเดียว ผู้เขียนนึกในใจ) แม่รู้ใช่ไหมจ๊ะ ลองอยู่บ้านดูอาการและกินยาแก้ปวดที่แม่มีก่อนดีไหมแม่ เผื่ออาการดีขึ้นก็อาจจะไม่ต้องไปโรงพยาบาลก็ได้ นะจ๊ะ

คุณแม่สามี / …(คิดนาน ไม่พูดอะไร)…แต่ถึงอย่างไรแม่ก็ยังอยากจะไปเอกซเรย์ตรงขาที่ปวด แม่คิดว่ากระดูกที่ขาจะหัก นะลูก

ผู้เขียน / ตกลงจ้ะแม่ งั้นลูกจะไปจัดกระเป๋าเสื้อผ้าให้แม่นะจ๊ะ

แม่ย่า / กระเป๋าใบนั้นอยู่ในตู้ด้านซ้ายประตูแรก…

ผู้เขียน / เก็บกระเป๋าเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เอกสารบัตรสำคัญของโรงพยาบาล แม่เตรียมมาใส่ในกระเป๋าด้วยเลยดีไหมจ๊ะ งั้นแม่ก็โทรศัพท์เรียกรถโรงพยาบาลมารับได้เลยจ้ะ

ประมาณ 10 นาทีรถโรงพยาบาลก็มารับแม่ แม่ถามคุณหมอและเจ้าหน้าที่ว่า

คุณแม่ย่า / ขออนุญาตให้ลูกสะไภ้ไปด้วยได้ไหมค่ะ ?

เจ้าหน้าที่ / ไม่ได้ครับ ! พนักงานกล่าว

ผู้เขียนรู้สึกขึ้นมาทันทีว่าท่านเกิดความรู้สึกกลัว ใจหนึ่งก็กลัว แต่อีกใจหนึ่งก็อยากจะไปโรงพยาบาล (เชื่อหมออยากไปหาหมอประมาณนั้น) ท่านจะสับสนในตัวเอง ยิ่งต้องไปคนเดียวด้วย สังเกตสีหน้าท่านซีดลงและดูเศร้า ๆ อย่างเห็นได้ชัด

ผู้เขียน /.. (เข้าไปกอดแม่ย่า).. แม่ไม่ต้องกลัวนะถ้าแม่ได้นอนโรงพยาบาลเดี๋ยวพร จะไปเยี่ยม แม่โทรมาหาพร ไม่มีอะไรน่ากลัวนะแม่ แม่ไม่ได้อยู่คนเดียวเดี๋ยวพรไปหาแม่นะ !

สายตาที่แม่ย่ามองผู้เขียน ก่อนที่ประตูรถยนต์ของโรงพยาบาลจะปิดลง ผู้เขียนยังจำได้ติดตา คิดในใจว่า หวังว่าเราคงได้เจอกันนะแม่ พอรถโรงพยาบาลลับตาไป ผู้เขียนก็ปั่นจักรยานกลับบ้าน ด้วยคำภาวนา

พุทโธตลอดทาง มาถึงบ้านประมาณ 09.00 น.

ในวันเดียวกันเวลาประมาณ 12.30 น. เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเป็นเสียงของคุณแม่ย่านั้นเอง

แม่ย่า / แม่มาถึงบ้านแล้วลูก โชคดีกระดูกขาไม่หัก คุณหมอและนางพยาบาล ตลอดจนพนักงาน ท่านบริการแม่ดีมากเลยจ้า ทุกคนพูดเพราะ กุลีกุจอช่วยแม่ทุกอย่างเลย

ผู้เขียน / ดีจังเลยจ้ะแม่ แม่โชคดีจังเลย งั้นแม่ก็พักผ่อนนะจ๊ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าลูกจะไปหาแต่เช้า แล้วเราค่อยคุยกัน

คุณแม่ย่า / จ้ะลูก เจอกันพรุ่งนี้เช้านะลูก

Leave a Reply

Your email address will not be published.