การดูแลตนเองหลังรับวัคซีนโควิด 19 : ประคอง เก็บนาค

การดูแลตนเองหลังรับวัคซีนโควิด 19 : นางประคอง เก็บนาค

ชื่อ : ประคอง เก็บนาค อายุ 44 ปี
ชื่อเล่น : คอง
อาชีพ : รับราชการ/จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม
อาศัยอยู่ : จังหวัดเชียงราย
สังกัด : สวนป่านาบุญ 8 ภาคเหนือ


ก่อนการเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ได้เตรียมร่างกายให้พร้อมโดยการเข้านอนแต่หัวค่ำ ตื่นเช้าดีท็อกซ์สวนล้างลำไส้ ให้ร่างกายรู้สึกปลอดโปร่ง โล่ง เบาสบาย โดยได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ยี่ห้อซิโนแวค ในวันที่ 24 มิถุนายน 2564   เวลาประมาณ 09.30 น.หลังจากนั่งพักสักครู่ มีอาการปวดต้นแขนบริเวณที่ถูกฉีด แต่พออดทนได้ ยังสามารถกลับมาทำงานประจำได้เป็นปกติ ใช้น้ำมันเขียวทาต้นแขนบริเวณที่ปวด อาการก็ทุเลาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในคืนนั้นมีอาการปวดเมื่อยบริเวณบั้นเอวบ้างนิดหน่อยแต่ไม่มาก รุ่งขึ้นก็ไปทำงานได้ตามปกติ จิตใจไม่มีความกังวล หวั่นไหว ไม่มั่นใจ หรือหวาดกลัวผลข้างเคียงของการฉีดวัคซีนแต่อย่างใด

ก่อนการเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 เข็มที่ 2 ไม่ค่อยได้เตรียมพร้อมร่างกายสักเท่าไหร่นัก เนื่องจากมีภารกิจทางครอบครัวที่ต้องช่วยดูแล อีกทั้งยังแพ้กิเลสความอยากรับประทานเงาะในสวนของตนเอง ที่ปีนี้ออกผลผลิตมากพอสมควรทั้งยังหวาน กรอบ เนื้อล่อนดีมาก จึงรับประทานไปก่อนหน้านี้เกือบทุกวัน จะส่งไปแบ่งปันพี่น้อง แต่บริษัทขนส่งก็ไม่รับส่งผลไม้ช่วงนี้ เงาะเป็นผลไม้ฤทธิ์ร้อน มีความหวานมากจึงทำให้ร่างกายมีน้ำตาลสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก เกิดพิษสะสม อีกทั้งตนเองมีความคิดไปในทางทะนงตนเองว่า ได้เรียนรู้ศาสตร์แพทย์วิถีธรรม การเป็นหมอดูแลตนเอง มา 5 ปีแล้ว มีภูมิความรู้เรื่องการถอนพิษต่าง ๆ ได้ดี จึงประมาทไม่เตรียมสมุนไพรหรืออุปกรณ์ที่ใช้สำหรับช่วยถอนพิษหากเกิดกรณีการแพ้วัคซีนไว้เลย อีกอย่างที่สวนข้างบ้านก็มีพืชผักสมุนไพรที่ปลูกไว้หลากหลายชนิด ถึงเวลาก็สามารถไปขุด ไปเด็ด ไปเก็บมาก็ได้ ไม่ได้หายากลำบากอะไร

และแล้วก็ถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2564 เวลาประมาณ 14.15 น. ก็เข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ยี่ห้อแอสตราเซเนกา (สูตรผสม) จิตใจก็ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไรเช่นเคย เพราะคิดว่าคราวก่อนฉีดเข็มที่ 1 ไปแล้ว มีอาการเล็กน้อยเอง ยังไปทำงานได้ปกติ คราวนี้ก็คงไม่เป็นอะไรเหมือนเช่นเคย พอไปถึงโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่มาวัดซักประวัติ และวัดความดันโลหิต ปรากฏว่ามี 89/60 เลยส่งต่อให้คุณหมอตรวจอีกครั้งเนื่องจากความดันโลหิตต่ำ เราก็ชี้แจงไปว่า ร่างกายเราปกติดีไม่มีอาการวิงเวียนใด ๆ คุณหมอจึงอนุญาตให้ฉีดวัคซีนได้ ตอนที่พยาบาลมาฉีดวัคซีนไม่ครั้งนี้ไม่ค่อยเจ็บ ไม่ปวดต้นแขนเหมือนครั้งก่อน พอครบ 30 นาที เจ้าหน้าที่มาวัดความดันโลหิตอีก รอบแรกผลไม่ขึ้น วัดครั้งที่ 2 มี 80/48 เขาคงไม่แน่ใจ เปลี่ยนเครื่องใหม่มาตรวจ ครั้งที่ 3 ก็ได้ 85/48 ทีนี้มีพยาบาลมา 3 คนเลย เปลี่ยนเครื่องวัด ครั้งที่ 4 ได้ 88/50 เราก็ยืนยันว่าเราปกติ ไม่วิงเวียน ไม่หน้ามืดอะไร ปกติที่เราเคยวัดความดันโลหิตก็จะมีประมาณตัวเลขเท่านี้ล่ะ พี่พยาบาลคงคลายใจจึงปล่อยเรากลับบ้าน

เมื่อถึงบ้านก็อาบน้ำ ดีท็อกซ์สวนล้างลำไส้ ร่างกายก็เบา สบายดี นอนพักผ่อน หลับไปแบบสบาย จนกระทั่งเวลาประมาณ 03.00 น. ตื่นขึ้นมาด้วยอาการเป็นไข้ ตัวร้อน หนาวสั่น ปวดศีรษะมาก ปวดกล้ามเนื้อช่วงบั้นเอวอย่างรุนแรง น่าจะมีแรงบวกเพิ่มจากการมีประจำเดือนได้เพียง 1 วันก่อนไปฉีดวัคซีน ซึ่งปกติเวลาที่มีประจำเดือน บางครั้งก็จะรู้สึกปวดตรงท้องน้อยและบั้นเอวบ้าง แต่ครั้งนี้ปวดมากกว่าปกติ ประมาณเปรียบเทียบแล้วจะมากกว่าการปวดเมื่อครั้งคลอดลูกอีก เหมือนจะปวดเข้าไปถึงกระดูกเลยทีเดียว ฝืนยันกายไปหากระเป๋าน้ำร้อนมาประคบเพื่อช่วยคลายกล้ามเนื้อให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง อีกทั้งยังช่วยคลายอาการหนาวสั่นได้อีกด้วย จะปวดเพิ่มมากขึ้นเมื่อพลิกหรือกระดิกตัว ทำให้จิตใจเราเริ่มหวั่นไหว กลัวตายขึ้นมา คิดไปถึงข่าวในโซเชียลที่มีคนตายเพราะการแพ้วัคซีน ถ้าเราตายจะเป็นอย่างไร ตายอยู่คนเดียวไม่มีใครรู้เลยนะ (แยกห้องนอนกันทุกคนในบ้าน) เราต้องตายแบบทรมานแบบนี้หรือนี่ จิตก็ฟุ้งนั่นนี่ไปไกล พอรู้ตัวว่าฟุ้งไปเยอะแล้วจึงดึงจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ลองหายใจลึก ๆ ยาว ๆ เอ๊ะ ก็ยังทำได้ ไม่รู้สึกหายใจยากหรือลำบากอะไร จึงเริ่มทำซ้ำ ๆ จิตจดจ่อกับลมหายใจ และพิจารณาว่าตายก็ได้นะ ก็ได้เตรียมตัวไว้แล้วนี่นา ทรัพย์สิน/หนี้สินก็เขียนบอกรายละเอียดไว้แล้ว รหัสโทรศัพท์ รหัสแอปพลิเคชันธนาคารออนไลน์ก็บอกพ่อบ้านไว้แล้ว ลูกชายก็โตพอสามารถช่วยเหลือดูแลตัวเองได้แล้ว ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้วนี่ การบำเพ็ญกับครูบาอาจารย์หมู่มิตรดี เราก็ทำเต็มที่ดีเท่าที่เราทำได้แล้ว ไม่มีเราท่านอื่น ๆ ก็ยังบำเพ็ญกันต่อไปได้ กุศลวิบากดีร้ายเราจะมีเท่านี้ก็รับเท่านี้ล่ะ เท่านี้ก็ดีมากแล้ว พิจารณาต่อถึงวิบากกรรมครั้งนี้ ก็เป็นผลมาจากการกระทำในปัจจุบันของเราเองนั่นแหละ ที่ประมาทไม่ยอมเตรียมพืชผัก สมุนไพร วัสดุอุปกรณ์การถอนพิษไว้เลย เราจึงควรยอมรับผลกรรมครั้งนี้ เราทำเองเราก็ต้องรับเองสิ ใจเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น

ขอต่อรองกับวิบากว่า ขอให้การเจ็บป่วยครั้งนี้มาทีละอาการได้ไหม ตอนนี้ขอปวดบั้นเอวอย่างเดียว ปวดศีรษะอย่าเพิ่งมา นอนนิ่ง ๆ ผ่อนลมหายใจลึก ๆ ยาว ๆ มหัศจรรย์มากตัวเองรู้สึกว่าอาการปวดศีรษะทุเลาลงไปเป็นอย่างมาก เหลือแต่ปวดบั้นเอวอย่างเดียวจริง ๆ จนผล็อยหลับไปในที่สุด ตื่นมาอีกทีประมาณ 05.30 น. ไม่มีแรงจะยันกายลุกขึ้น จึงเปิดโทรศัพท์ฟังรายการธรรมะพาพ้นทุกข์ของท่านอาจารย์หมอเขียวไปเรื่อย ๆ ได้ยินท่านอาจารย์แนะนำให้ใช้รางจืดเพื่อถอนพิษจากการแพ้วัคซีน จึงตะโกนบอกพ่อช่วยเก็บใบรางจืดมาให้ด้วย กุศลวิบากดีคงมาช่วยด้วย แม่ต้มน้ำสมุนไพรฤทธิ์ปรับสมดุล ประกอบด้วยใบรางจืด ใบย่านาง ใบเตย และยอดวอเตอร์เกรสมาให้ จึงฝืนลุกขึ้นไปจิบน้ำสมุนไพรต้มร้อน ๆ สักพักเหงื่อแตกพลั่ก โล่งขึ้น อาการไข้ทุเลาลงมาก ปัสสาวะออกทุกครั้งที่ดื่มน้ำสมุนไพรต้ม แต่ก็ยังนอนซมเหมือนเดิมทั้งวันเลยจนไปอีกทั้งคืน ตื่นมาอีกวันอาการปวดบั้นเอวทุเลาลงแล้วแปลกใจเล็กน้อยที่ตนเองไม่ได้รับประทานอาหารมาแล้ว 2 คืน 1 วัน แต่ทำไมไม่รู้สึกอยากรับประทานอาหารเลย  ช่วงบ่ายสองโมงจึงคิดว่าควรจะหาอะไรมารับประทานบ้างเพื่อร่างกายจะได้มีแรงกำลังขึ้น จึงฝืนลุกไปทำข้าวต้มเปล่ารับประทาน ต้มแค่พอสุกด้านนอกเมล็ด ยังเหลือแกนด้านในเล็กน้อยก็ปิดไฟ ด้วยความร้อนที่ยังสะสมอยู่ในหม้อ เมื่อวางไว้สักพักข้าวก็จะสุกพอดีถึงแกนข้างใน เมล็ดข้าวไม่บานเละ รับประทานไป 1 ถ้วย พออิ่มก็รู้สึกวิงเวียน คลื่นไส้ และอาเจียนข้าวต้มออกมา ทีนี้นั่งไม่ได้แล้วอาการปวดศีรษะกลับมาอีก ต้องนอนนิ่ง ๆ อีกแล้ว นึกขึ้นได้ก็เราขอเขาเองนี่ว่าขอรับอาการเจ็บป่วยทีละอย่างนะ ตอนนี้ปวดบั้นเอวหายแล้ว คลื่นไส้ อาเจียนหายแล้ว ก็รับอาการปวดหัวไปละกัน แต่เราก็สามารถบรรเทาอาการปวดหัวให้ปวดน้อยลงได้นะโดยใช้น้ำมันเขียวทาขมับ กลางศีรษะ ชโลมไปจนโชกศีรษะ กลิ่นน้ำมันเขียวฟุ้งไปทั่วบ้านเลย ที่เหมือนเดิมเลยก็คือ นอนนิ่ง ๆ หายใจเข้าลึก ๆ ยาว ๆ อยู่กับลมหายใจจนผล็อยหลับไป

วันรุ่งขึ้น อาการปวดหัวก็ทุเลาลง รับประทานข้าวต้มเปล่าอีกเช่นเคย (ต้มไว้เมื่อวาน รับประทานไม่หมดจึงนำไปใส่ตู้เย็น แล้วนำมาอุ่นใหม่) หลังจากรับประทานได้สักพัก ท้องเสีย เทียวเข้า ๆ ออก ๆ ห้องน้ำ หมดแรงก็กลับไปนอนซม อยู่กับลมหายใจอีกครั้ง

วันต่อมา อาการท้องเสียหายไปแล้ว มีแรงมากขึ้น รับประทานข้าวต้มเปล่า (ต้มครั้งเดียว รับประทานได้ 3 วัน) วันนี้เพิ่มดอกเกลือเล็กน้อย รู้สึกรสชาติดีขึ้น ได้ลองชั่งน้ำหนักดู น้ำหนักลดลงไป 4 กิโลกรัม (ถึงว่ารู้สึกกางเกงจะหลวม ๆ ) วันนี้อาบน้ำจึงเห็นว่าตนเองมีผื่นแดงขึ้นตามลำตัว บางแห่งมีจุดจ้ำเลือด ออ นี่ไง เขามาให้เป็นทีละอาการจริง ๆ วางใจขอบคุณวิบากดีร้าย ที่ช่วยให้เราทยอยรับวิบาก ไม่ถั่งโถมมาเลยทีเดียวหมด วันนี้มีแรงทำดีท็อกซ์ ประมาณ 9 – 10 ลิตร ใช้น้ำปัสสาวะผสมน้ำเปล่า ร่างกายเบา สบาย ไม่กังวลใด ๆ กับอาการเจ็บป่วยทางกาย

วันรุ่งขึ้นอาการก็เริ่มเป็นปกติ (แต่ไม่เหมือนเดิม) สามารถไปทำงานได้ แต่วันนี้ลองหายใจลึก ๆ ก็เกิดอาการไอ เริ่มมีเสมหะ หายใจยาว ๆ ก็ไอ จึงเลี่ยงที่จะหายใจลึก ๆ ยาว ๆ เปลี่ยนมาเป็นหายใจปกติ หรือสั้น ๆ แทน แต่บางครั้งก็ยังไอออกมาพร้อมมีเสมหะ ก็วางใจยอมรับว่าร่างกายคงอยากขับพิษออกมาละมั้ง เพราะรูทวารอื่น ๆ ก็ไม่ได้ช่วยขับพิษออกมาได้ อาการไอเป็นอยู่ 2 วัน ก็หายไป

สรุปว่า

อาการแพ้วัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ของตนเอง ถ้านับตั้งแต่วันที่ฉีดวัคซีนก็มีอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ เป็นเวลา 7 วัน อาการก็เริ่มดีขึ้นและกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง สามารถทำการงานต่าง ๆ ที่ไม่ได้ใช้เรี่ยวแรงมากได้ ทั้งนี้ก็เป็นผลมาจากการได้ฝึกฝนเรียนรู้การทำใจในใจ วางใจรับวิบากดีร้าย กุศลและอกุศลที่เป็นของเรา ๆ ก็ต้องรับผลด้วยใจที่ยินดี ไม่กลัว กังวล หวั่นไหว และแก้ไขอาการเจ็บป่วยด้วยศาสตร์การแพทย์วิถีธรรมมาดูแลตนเองเท่าที่สามารถกระทำได้ ณ เวลานั้น ๆ แม้เราจะมีความรู้มากมาย แต่หากเราประมาท ไม่วางแผนเตรียมพร้อมทั้งกาย ใจ วัสดุ อุปกรณ์ที่จำเป็น เมื่อถึงเวลาที่จำเป็นและต้องการใช้ เราจะคิดไม่ออกและมองไม่เห็นทางใด ๆ ในการจะหยิบฉวยวิธีการต่าง ๆ มาช่วยเหลือดูแลตนเองได้เลย

คำแนะนำเพิ่มเติม

สำหรับท่านที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีน ควรเตรียมใจ เตรียมกาย เตรียมสมุนไพร วัสดุ อุปกรณ์การถอนพิษ และฝึกฝนเรียนรู้ศาสตร์การแพทย์วิถีธรรมแบบพึ่งตนให้ชัดเจน เพราะเมื่อถึงเวลาที่เราจำเป็นต้องใช้ เราจะสามารถหยิบฉวยมาใช้เพื่อบรรเทาอาการแพ้วัคซีนต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก ทันท่วงที อย่าได้ประมาทวิบากดีร้ายของตนเองเลยทีเดียว ส่วนจะได้ใช้หรือไม่ มีไว้ก็ไม่เสียหลาย ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ไม่มีใครรับวิบากดีร้ายแทนใครได้

Leave a Reply

Your email address will not be published.