การดูแลสุขภาพด้วยศาสตร์แพทย์วิถีธรรม : พรพรรณ เอ็ทสเลอร์

การดูแลสุขภาพด้วยศาสตร์แพทย์วิถีธรรม

ดูแลตัวเองด้วยศาสตร์แพทย์วิถีธรรม ทำให้ได้ประโยชน์ทั้งทางรูปธรรมและนามธรรม ทางรูปทำให้มีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันของร่างกาย และสามารถเป็นหมอดูแลตัวเองได้เมื่อมีอาการเจ็บป่วยไม่สบาย ส่วนทางนามคือ สามารถลดกิเลส ทำบุญกุศลให้เกิดขึ้นกับชีวิตของตัวเองและยังเป็นแรงเหนี่ยวนำทำให้ผู้อื่นได้ปฏิบัติสิ่งดี ๆ ตาม ทำให้ชีวิตมีความผาสุกและพ้นทุกข์มากขึ้น


เมื่อย้อนกลับคืนไปเมื่อปลายปี 2558 เพื่อนที่เจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งได้แจ้งข่าวให้ทราบว่า ท่านป่วยเป็นมะเร็งในท่อปัสสาวะระยะสุดท้าย ได้ทำการรักษาทุกวิถีทางแล้ว แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งอาการเจ็บป่วยของตัวเองได้ คุณหมอที่โรงพยาบาลชื่อดังประจำจังหวัดขอนแก่น จึงบอกให้กลับไปรักษาตัวที่บ้าน

เมื่อเพื่อนไม่สามารถพึ่งศาสตร์หมอในโรงพยาบาลได้แล้ว จึงหันกลับมาพึ่งศาสตร์หมอทางเลือก คือศาสตร์แพทย์วิถีธรรม (หมอเขียว) เพื่อนได้ปฏิบัติดูแลตัวเองตามที่ท่านอาจารย์หมอเขียวได้แนะนำอย่างเคร่งครัด จนหายจากการเป็นโรคร้ายในที่สุด (ไม่ตาย)

เมื่อเพื่อนได้แบ่งปันสภาวะว่าทำไมเพื่อนจึงไม่ตายให้ข้าพเจ้าฟัง ในเวลานั้นข้าพเจ้าจำได้แม่นเลยว่าจะต้องเรียนรู้การดูแลตัวเองแบบเพื่อนบ้าง เพราะจะได้ไม่เป็นโรคมะเร็งเหมือนเพื่อน หรือถึงแม้จะเป็นโรคร้ายก็มั่นใจว่าจะรักษาและดูแลตัวเองให้หายได้เหมือนเพื่อนด้วยศาสตร์แพทย์วิถีธรรมอย่างแน่นอน.

หลังจากนั้นจึงได้เริ่มศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางที่ท่านอาจารย์หมอเขียวได้สอนสั่ง และทำตามด้วยความตั้งใจ ได้บ้างไม่ได้บ้างโดยจะขอแบ่งออกเป็นหัวข้อที่ได้ปฏิบัติตามลำดับ ดังนี้

เรื่องที่ 1 เลิกเนื้อสัตว์โดยหักดิบ

เรื่องที่ 2 พยายามพากเพียรปฏิบัติตาม ข้อ 1 (ในเวลานั้นได้นำธรรมะที่ท่านอาจารย์ได้นำมาแบ่งปันพาตัวเองพ้นทุกข์ได้มาเป็นลำดับ ๆ ) และได้มีหมู่กลุ่มมิตรดีสหายดีที่ร่วมเส้นทางเดียวกันทำให้การปฏิบัติเพื่อบำเพ็ญบุญและล้างกิเลสในตัวเองเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น เพราะมีพี่น้องหมู่มิตรดีช่วยชี้แนะเส้นทางให้เสมอมา

เรื่องที่ 3 ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ท่านอาจารย์หมอเขียวได้นำมา สั่งสอนทำให้ชีวิตผาสุกยิ่งขึ้น สามารถแก้ไขปัญหาจากเรื่องที่ยากให้เป็นเรื่องง่าย ๆ ได้

 

เลิกเนื้อสัตว์โดยหักดิบ

หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวของเพื่อนแล้วข้าพเจ้าก็เลิกการกินเนื้อสัตว์ทันที เลิกแบบหักดิบและก็ได้ดื่มน้ำสมุนไพรในตัวทันทีเช่นกัน แต่ช่วงนั้นยังต้องทำกับข้าวให้พ่อบ้าน แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรพ่อบ้านท่านก็เข้าใจและยอมรับในการปฏิบัติของข้าพเจ้า ในช่วงแรก ๆ ยอมรับเลยค่ะว่า อยากกินในสิ่งที่เคยกิน กลิ่นหอม ๆ สีสรรค์ของอาหารเหล่านั้นประกอบกับยังไม่สามารถรู้ได้ชัดเจนว่าเหตุผลใดกันแน่ที่จะต้องเลิกกินเนื้อสัตว์ ช่วงนั้นจะเลิกเนื้อสัตว์แบบการกดข่มมากกว่า บอกตัวเองทุกครั้งว่า “อย่ากินนะ เพราะถ้ากินเนื้อสัตว์เดี๋ยวจะเจ็บป่วยไม่สบายเหมือนเพื่อน” (ปัญญามีเท่านั้น) พอพูดกับตัวเองแบบนี้กิเลสก็ยอมนะค่ะ

อุปสรรคในการเลิกเนื้อสัตว์โดยหักดิบ

ในช่วงแรก ๆ ของการที่จะลด ละ เลิกเนื้อสัตว์ปัญหาที่พบเจอค่อนข้างบ่อยคือ กลิ่น และรูปภาพของอาหารที่เมื่อเห็นเมื่อไหร่ ก็เป็นน้ำลายไหลและอยากลองกินทุกครั้งไป แต่ก็ไม่กินอดทน อดกลั้นเอาไว้ และบอกกับกิเลสตัวเองว่า “อดทนเอานะสุขภาพจะได้แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยเป็นโรคร้ายเหมือนเพื่อนงไง” พอได้พูดกับกิเลสอย่างนั้นความอยากกินอาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อสัตว์ก็ลดลงมากจนไม่กินได้ในที่สุดค่ะ อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ และช่วงนั้นยังกินขนมอยู่ ก็จะอาศัยการกินขนมและทำขนมกินแทน ส่วนโปรตีนก็ได้กินถั่วต่าง ๆ แทนการกินเนื้อสัตว์ทำให้เบาสบายตัว และกลิ่นตัวไม่ค่อยแรงเหมือนแต่ก่อนที่ยังกินเนื้อสัตว์อยู่

ส่วนทางด้านสุขภาพด้านกายภาพ เห็นได้ว่าช่วงที่เลิกเนื้อสัตว์แรก ๆ ได้ใช้น้ำปัสสาวะแทนสบู่ล้างหน้า (น้ำปัสสาวะไม่มีกลิ่นและจืด กว่าก่อนเลิกเนื้อสัตว์) เลิกใช้เครื่องสำอางค์และครีมที่มีราคาแพง (แต่ก็ยังใช้ครีมราคาถูกทาหน้าเพื่อไม่ให้หน้าแห้งอยู่) ผิวหน้าแห้ง ไม่มีน้ำมีนวล เพื่อน  ๆ ที่เจอได้ทัก ..ดูเปลี่ยนไประยะเวลาที่ผิวหน้าปรับตัวกับการใช้น้ำปัสสาวะคงยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม คงต้องใช้เวลาปรับตัวสักระยะ แต่หลังจากนั้นผ่านไป ประมาณเกือบ 1 ปีผิวหน้าก็เริ่มคุ้นชินกับน้ำปัสสาวะ มาถึงเวลานี้สามารถใช้น้ำปัสสาวะล้างหน้าได้สบาย ผิวหน้าก็เกลี้ยงเกลาดี ฝ้าที่เคยมีก็จางและหายไปแล้ว ตอนนี้ก็มีกระ และริ้วรอย ขึ้นมาแทนเพียงเล็กน้อย.

กิจกรรมการเข้าสังคมไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงในเทศการณ์ต่าง ๆ หลังจากที่ได้ลด ละ เนื้อสัตว์ก็ยังดำเนินไปตามปกติเหมือนเดิม อาหารการกินข้าพเจ้าก็กินแบบเขี่ยเนื้อสัตว์ออก เขี่ยผักเข้าทุกงาน บางงานก็กินเนื้อสัตว์เข้าไปบ้างแบบตั้งใจกินเลยก็มี เพราะบางงานไม่สามารถเลี่ยงได้ก็กิน แต่ก็กินแบบรู้ตัวตลอดเวลา บอกตัวเอง (กิเลสว่ากินเพราะหน้าที่ และกินเพราะอยากกิน) ว่าจะขอยอมรับกับวิบากกรรมที่เกิด แต่พอมีงานเลี้ยงในครั้งต่อไปก็พยายามฝึกอ่านกิเลสในใจ และเรียนรู้การลดกิเลสมาเป็นลำดับ ๆ เรื่อยมา

จากนั้นก็ได้พยายามตามหาหมู่กลุ่ม หาพี่น้องที่มีแนวทางการปฏิบัติอย่างเดียวกัน เพื่อนที่เจ็บป่วยที่เป็นโรคร้ายส่งข่าวมาบอกว่ามีพี่น้องที่เป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์หมอเขียว อยู่ที่ประเทศเยอรมนีก็มี จากนั้นจึงได้ประสานกับส่วนกลางจนสามารถติดต่อกับพี่น้อง และก็ได้ร่วมกันบำเพ็ญจัดค่ายร่วมกันมาหลายค่าย การได้สานพลังกับหมู่มิตรดี ทำให้ได้บำเพ็ญเกิดประโยชน์ขึ้นกับตนเอง ทำให้ได้ล้างกิเลส และได้ทำกุศลไปด้วยในเวลาเดียวกัน

พยายามพากเพียรปฏิบัติตาม ข้อ 1.

            ในช่วงแรก ๆ ที่มีการลด ละ เลิกเนื้อสัตว์ ยอมรับเลยว่าไม่ยากไม่ลำบากเลย เพราะในใจมีความต้องการที่จะเลิกเนื้อสัตว์อยู่แล้ว เพราะเชื่อว่าการไม่กินเนื้อสัตว์จะทำให้มีโอกาสเป็นโรคร้ายได้น้อยกว่าการกินเนื้อสัตว์ จะมีบ้างเป็นบางครั้งที่ได้กลิ่นหอม และเห็นหน้าตาของอาหารแล้วทำให้น้ำลายไหลเป็นบางครั้ง แต่พอนึกถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นตามมาภายหลังทำให้ไม่มีความอยากและน้ำลายก็หยุดไหลไปโดยอัตตโนมัติค่ะ

หลังจากนั้นก็ได้ไปเข้าค่ายและได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ท่านอาจารย์หมอเขียวนำมาถ่ายทอดให้ฟังเข้าใจง่ายขึ้น ทำให้มีความเข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจนเรื่องผลกรรมจากการกินเนื้อสัตว์มากขึ้น จึงเกิดความเกรงกลัวต่อบาป และข้าพเจ้าก็เชื่อว่าชาติหน้ามีจริง หากชาตินี้ข้าพเจ้ากินสัตว์เหล่านั้น ชาติต่อไปสัตว์เหล่านั้นจะต้องกลับมากินข้าพเจ้าอีกมันจะวนกลับไปวนกลับมาอยู่อย่างนี้ไม่รู้แล้วรู้จบ จึงทำให้ข้าพเจ้ายิ่งเกิดคววามกลัว และไม่กล้าที่จะกินสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์อีกต่อไป นับเวลาที่ข้าพเจ้าลด ละ เลิกเนื้อสัตว์ รวมมาถึงวันนี้ก็เกือบ 7 ปีแล้วเห็นความเปลี่ยนไปของชีวิต คือสุขภาพแข็งแรงขึ้น และมีความสุขมากกว่าเดิม ความเป็นอยู่เรียบง่าย ความทุกข์ลดน้อยลงไปมาก และได้พบเจอหมู่มิตรดีที่นำพากันเลิกกิเลส บำเพ็ญกุศลเท่าที่มีโอกาศอำนวย ชีวิตดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ

ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ท่านอาจารย์หมอเขียวได้นำมา สั่งสอนทำให้ชีวิตผาสุกยิ่งขึ้น สามารถแก้ไขปัญหาจากเรื่องที่ยากให้เป็นเรื่องง่าย ๆ ได้

ดูแลตัวเองด้วยศาสตร์แพทย์วิถีธรรม ทำให้ได้ประโยชน์ทั้งทางรูปธรรมและนามธรรม

เป็นต้นว่าเมื่อมีทุกข์เกิดขึ้นทำให้รู้ตัวได้เร็วและหาสาเหตุดับทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจได้เร็วขึ้น ไม่เสียเวลารำพึงรำพัน ไม่โทษตัวเอง ไม่เสียใจกับสิ่งต่าง ๆ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนานเหมือนก่อนที่จะได้มารู้จักแพทย์วิถีธรรม ชีวิตเบาสบายมากขึ้น เข้าใจชีวิตอื่นมากขึ้น การเป็นอยู่เรียบง่าย สามารถตัดสินใจอะไร ๆ ในชีวิตได้ง่ายขึ้น ไม่เรื่องมากเหมือนเดิม และได้รู้จักกับหมู่มิตรดีที่มีศีล ทำให้ชีวิตมีคุณค่า ผาสุก และเห็นคุณค่าเวลาของชีวิตที่เหลืออยู่มากขึ้น เป้าหมายของชีวิตชัดเจนและมั่นคง มีความมั่นใจและมั่นคงกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ เพราะเชื่อชัดว่าได้พบสัตบุรุษ ที่จะนำพาตนเองให้พ้นทุกข์แล้วค่ะ สาธุ

Leave a Reply

Your email address will not be published.